แนวคิดแห่งการสร้างนวัตกรรม Design Thinking

Design Thinking คำนี้ เริ่มฮิตติดหู แพร่หลายในวงการดิจิทัล วิศวกรรม สตาร์ทอัพ แวดวงธุรกิจ หรือแทบจะครอบคลุมทุกวงการ Design Thinking คืออะไร? ใช้ทำอะไร และจะฝึกฝนอย่างไร วันนี้ผมจะมาไขข้อสงสัยนี้อย่างง่ายให้ทุกคนได้เข้าใจกันนะครับ

ยุคแห่งการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อการออกแบบเร่ิมบูม ใน 5-10 ปีที่ผ่านมา หลายคนมักมองว่า การออกแบบหรือการดีไซน์ คือ การวาดรูป การทำซีจี โปสเตอร์โฆษณา หรือการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อสร้างชิ้นงานใหม่ๆ เป็นต้น ใช่ครับนั่นเป็นความเข้าใจที่ถูก แต่เป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงส่วนเดียว แท้ที่จริงแล้ว การออกแบบ ไม่ได้เป็นแค่การสร้างสิ่งของหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่คือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมในปัจจุบันให้เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ในอนาคต ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ ในสมัยก่อนที่เรายังไม่มีเครื่องบิน เราใช้เรือหรือรถเป็นพาหนะหลักในการเดินทางไกลๆ การสร้างเครื่องบินนี่ไม่ใช่แค่การทำให้การเดินทางเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบประสบการณ์การเดินทางแบบใหม่ แก้ปัญหาการขนส่ง และเพิ่มโอกาสต่างๆ อีกมากมายให้กับโลกใบนี้ นี่แหละครับ การออกแบบบที่แท้จริงคือการพัฒนาบางอย่างและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ ในสมัยก่อน สมัยที่เรายังไม่มีเครื่องบิน เมื่อเดินทางไกล เราจะใช้เรือเป็นยานพาหนะ การออกแบบไม่ใช่เป็นแค่การสร้างเครื่องบินขึ้นมา ว่านี่หละเครื่องบินเอาไว้เดินทางบนฟ้า แต่การออกแบบคือการเปลี่ยนแปลงการเดินทางระยะไกลให้เร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น ร่นระยะเวลาจากการเดินทางจากที่ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ให้สั้นลงกลายเป็นวันๆ หรือเรียกง่ายๆ คือ การออกแบบคือการพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลง

กระบวนการ Design thinking หรือกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในสายงานของการออกแบบหรือพัฒนานวัตกรรม เพราะโดยกระบวนการนั้นเป็นกระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่มีการใช้ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มานานแล้ว ซึ่งกระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ๆนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะมาจากการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ (technology push ) มาจากความต้องการจากตลาด (market pull) หรือจากความต้องการของมนุษย์ หรือลูกค้า

Design Thinking ได้ถูกนำมาใช้ในองค์กรชั้นนำของโลกมากมายทั้งที่มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก อาทิเช่น Google, Apple, Phillips, P&G และ Airbnb เป็นต้น โดยองค์กรต่างๆเหล่านี้ ได้นำ Design Thinking มาใช้เป็นเครื่องมือหลักหลัก เพื่อสร้างนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Product and Service, Operational Process, Business Strategy และรวมไปถึง Business Model

โดย Design thinking จะพัฒนานวัตกรรมโดยให้ความสำคัญกับความต้องการจากผู้บริโภคหรือตลาดมาก่อน แล้วทางทีมผู้ทำวิจัยและผู้พัฒนานั้นพยายามที่จะตอบสนองความต้องการหรือแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคเหล่านั้นให้ได้ด้วยกระบวนการใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการบริการใหม่ ให้โดนใจ

เริ่มแรก Design thinking มีจุดเริ่มต้นมาจาก Design Science เป็นการออกแบบทางอุตสาหกรรมและออกแบบทางผลิตภัณฑ์ เพื่อหาแนวทางการออกแบบการตัดสินใจ และการออกแบบการทำงานที่มีลักษณะเฉพาะ แล้วมีการนำไปใช้ในกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ในการทำโครงการต่างๆ และพัฒนาจนมาเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงธุรกิจ ความคิดสร้างสรรค์ และมุ่งเน้นที่ลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นหลักในปัจจุบัน

จากคำอธิบายข้างต้น ผมมั่นใจว่าหลายๆ คนอาจจะยังเห็นภาพไม่ชัด งั้นผมขอยกตัวอย่าง Design Thinking ของหลายๆ องค์กรมาให้ดูกันนะครับ

Design thinking ของ Stanford d.school ได้แบ่งขั้นตอนกระบวนการคิดออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype, และ Test จากทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนที่หนึ่งและสอง (Empathize และ Define) เป็นขั้นตอนทำความเข้าใจและตีความปัญหาอย่างลึกซึ้ง ขั้นตอนที่สาม (Ideate) คือขั้นตอนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากหลายๆ ด้านมาสร้างไอเดีย และขั้นตอนที่สี่และห้า (Prototype และ Test) คือขั้นตอนในการทดสอบแนวคิดและพัฒนาต้นแบบที่เป็นตัวอย่างแนวคิด เพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้น

หลักๆของ Design Thinking นั้นมี Concept ที่เหมือนกันอยู่โดยสามารถแบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอนคือ

1. Empathize (ความเข้าอกเข้าใจ)

คือการที่เราพยายามทำความเข้าใจผู้ใช้ โดยพยายามยืนไปอยู่ในเท้าของคนที่เป็นปัญหาด้วยเลยว่า พวกเขาเป็นอย่างไร คิดอย่างไร อะไรทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้ จะทำให้เราสามารถโฟกัสการ Design ให้ชัดเจนออกมามากขึ้นด้วย

2. Define (กำหนดปัญหา)

กำหนดว่า จากปัญหาที่มีนี้พวกเราจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยพยายามตั้งคำถามหรือตั้งสมมุติฐานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาออกมาเรื่อยๆ แล้วลองมองปัญหานี้ในภาพรวมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่น สมมุติเรามีปัญหากรณีที่มีคนมาสูบบุหรี่ใต้ตึกภาควิชาคอมพิวเตอร์ ปัญหาที่พวกเราเจอคือควันบุหรี่ที่ลอยมาในห้อง แทนที่จะคิดแค่ว่า เราจะป้องกันควันบุหรี่เข้ามาในห้องได้อย่างไร แต่ลองพยายามมองให้เป็นภาพรวมขึ้นไป อาจจะมองว่า พวกเขามาสูบบุหรี่กันบริเวณนี้ทำไม, ที่สูบบุหรี่มีแต่ทำไมเขาถึงไม่ไปสูบ, ทำไมเขาถึงมาสูบบุหรี่กัน, ทำไมถึงเจอคนสูบบุหรี่เป็นกลุ่มมากกว่าคนเดียว ที่จะทำให้กำหนดปัญหาในระดับที่ใหญ่ขึ้นและอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาในระดับที่กว้างขึ้นกว่าแค่ปัญหาเล็กๆที่มีแค่คนกลุ่มหนึ่งมีปัญหาก็ได้ การกำหนดขอบเขตนี้ทำเพื่อกรอบการ Design ไม่ให้กว้างเกินกว่าปัญหาออกไป

3. Ideate (สร้างไอเดีย)

ขั้นตอนที่พยายามสร้างไอเดียขึ้นมาจากสิ่งที่เรากำหนดไว้ พยายามเสกไอเดียออกมาเยอะๆ ให้หลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วลองนำมาผสมกัน รวมกัน จะทำให้เราได้ไอเดียที่หลากหลายมากขึ้น (ผมว่ากระบวนการนี้จะใช้ได้ผลมากๆ ตอนที่มีกันหลายๆหัวมาช่วยกันคิดไอเดียออกมา)

4. Prototype (ทำต้นแบบ)

คือการทำให้ไอเดียอยู่ในสภาพที่จับต้องได้จริง เช่น ถ้าสุดท้ายอยากได้เป็นแอพพลิเคชันออกมา เราอาจจะทำเป็นกระดาษหน้าตาเหมือนรูปร่างจริงออกมา จำลองว่ามันทำอะไรได้บ้าง กดปุ่มนี้แล้วเกิดอะไรขึ้น จำลองให้เหมือนกับการใช้งานจริงออกมา หรือถ้าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ก็ต้องทำให้เห็นภาพเป็นรูปร่างออกมา เช่น ถ้าบอกว่ามีไอเดียแก้ปัญหาทางจักรยานในมหาวิทยาลัยเป็นแบบนี้ เราก็ต้องทำแบบจำลองแสดงขั้นตอนของการแก้ไขแบบนี้ที่ว่าให้ชัดเจน มีขั้นตอนการจัดการอย่างไร คิดว่ารูปร่างหน้าตาเลนจักรยานแบบใหม่ออกมาเป็นแบบไหนก็ทำเป็นแบบจำลองจากสิ่งของออกมา มีทางลอดลงไปใต้ดินเพื่อให้มอเตอร์ไซต์โดยเฉพาะ ถ้ารถมอเตอร์ไซต์มาวิ่งเลนจักรยานแล้วจะมีไฟฟ้าช็อตออกมา เป็นต้น

5. Test (ทดสอบ)

เป้าหมายสุดท้ายคือการนำต้นแบบไปทดลองกับผู้ใช้จริงๆ จะทำให้เรารู้ได้ว่าไอเดียที่คิดอยู่นั้นกำลังมาถูกทางตามที่ผู้ใช้ต้องการหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปพัฒนาจริง

สิ่งสำคัญสำหรับ Design Thinking คือ Mindset ไม่ใช่ Tool

ถึงแม้ Design Thinking นั้นจะมี Framework และเครื่องมือต่างๆ ออกมามากมาย แต่การนำ Design Thinking มาใช้อย่างแท้จริงนั้นไม่ใช่การซื้อเครื่องมือเข้ามา แต่เป็นการสร้างทักษะ, มุมมอง และประสบการณ์ให้กับทีมงานในการสร้างสรรค์หรือปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นหลัก และการทำ Design Thinking นี้ก็ไม่สามารถเกิดจากคนๆ เดียวในองค์กรได้ แต่ต้องมีทีมงานที่เข้าใจใน Design Thinking ร่วมกันทั้งทีมในการร่วมกันผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ และเป็นแบบอย่างให้แผนกอื่นๆ ได้เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีและทำตาม

จริงๆปัญหาในโลกเรามีเยอะแยะมากมายครับ และสิ่งหนึ่งที่คนเรามักจะเป็นกันคือ มีแต่คนทราบปัญหา แต่ไม่มีใครคิดจะมาช่วยกันหาทางออกของปัญหาอย่างจริงจัง ผมว่าหลักการ Design Thinking จะช่วยทำให้คนหรือทีมมีกระบวนการคิดในการแก้ปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงสามารถทำให้คนกล้าที่จะนำเสนอแนวคิดของตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะแนวคิดนี้ใช้วิธีที่ไม่จำกัดความคิดของคนตั้งแต่ต้น แต่เลือกให้คนพยายามคิดออกมาและนำความคิดเหล่านั้นมารวมกันเพื่อแก้ปัญหาแทน และผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัว ไม่แน่นะครับ วิธีการนี้อาจนำไปสู่คำตอบที่แท้จริงในแบบที่คุณเหลือเชื่อเลยก็ได้